เด็กจะเข้าวัด...แล้วทำไม??
posted on 19 Oct 2009 08:15 by never-again
สวัสดีค่ะ =w=
รู้สึกห่างหายจากการอัพไปนานแสนนาน
จริงๆก็คงไม่นานเท่าไหร่ แต่เพราะช่วงนี้เหมือนต้องไปอยู่ ณ ที่ๆไม่มีเน็ตใช้ติดต่อกันหลายวัน
กับไอ้คนที่เคยเปิดเน็ต เช้า สาย บ่าย เย็น เลยจะลงแดงตาย
เมื่อเช้านี้เพิ่งกลับจากวัดที่ไปบวชชีพราหมณ์มาค่ะ
ไปอยู่มา 3 วัน 2 คืน
ไม่ได้จะไปเพราะแก้บนหรือเพราะสับสนในชีวิตและระบบการศึกษาไทยแต่อย่างใด
แต่ที่ไปเพราะอยากไปล้วนๆค่ะ !
มันคงเป็นเรื่องแปลกตาสำหรับพระที่วัดนั้นมาก ที่จู่ๆมีอิเด็กผู้หญิงสองคน
คนนึงน่ารักหน้าตาจิ้มลิ้ม แต่งตัวเหมือนตุ๊กตา (ไม่ใช่อิชั้นค่ะ!)
อีกคนแบกเป้ รองเท้าผ้าใบ เดินดุ่มๆไปถามหลวงพี่ว่า
"ที่นี่มีบวชชีพราหมณ์มั้ยคะ?"
(ประมาณว่าหาวัดกันสดๆ ณ วันนั้นค่ะ แห้วก่อนมาวัดนี้แล้วทีนึง TT )
หลวงพี่ออกแนวงงๆ อิสองคนนี้นี่มายังไง อะไรประมาณนั้น
แต่สุดท้ายที่นี่ก็มีค่ะ หลวงพี่เลยพาไปหาพระที่ท่านรับบวช(ไม่รู้ใช้คำยังไง ถ้าผิดก็ขออภัยนะคะ)
ไปถึงบนศาลา หลวงพี่ก็ไปคุยกับพระท่านให้ค่ะว่าจะมีเด็กมาขอบวชชีพราหมณ์
ณ ที่ตรงนั้นมีคุณแม่ชีพราหมณ์นั่งอยู่ด้วย คุณแม่หันมามองพวกเราแบบว่า มองน่ะค่ะ =A="
"จะมาบวชนี่ต้องมีชุดขาวนะคะ"
.......
..... ก็ มี(อยู่แล้วล่ะ) ค่ะ = = "
เราก็ตอบกันไปแบบงงๆ นี่ถือเป็นคำถามที่จัดไว้สำหรับคนที่เป็นเด็กใช่มั้ยคะ? เหอๆ
คุณแม่ก็หันไปคุยกับพระท่านอีกนิดหน่อย ตกลงกันว่าต้องพาเราสองคนไปพบแม่ชีแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า
พวกเราตอนนั้นยังอึนนิดๆค่ะ แต่ก็ตามๆกันไป
แม่ชีที่นี่ท่านใจดีมากค่ะ น่ารักมากๆด้วย ตอนพาเราไปที่พักแอบอึ้งนิดนึง เพราะดีกว่าที่คิดไว้มาก
(ก็ไม่ได้ดีเลิศ แต่ก็ดีกว่าที่คิดไว้น่ะค่ะ =w=
คือเป็นห้องกว้างๆ เก็บของทั่วไป มีห้องแม่ชี แล้วก็ห้องน้ำในนั้น เรากับเพื่อนนอนข้างนอกที่โถงกว้างๆน่ะแหละ)
พอพวกเราจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาแห่งการเป็นชีพราหมณ์จริงๆซะที! (ตื่นเต้นไรวะ!?)
ชีพราหมณ์ต้องทำอะไรบ้าง?
จากประสบการณ์การเป็นชีพราหมณ์ทั้งสิ้น 50 กว่าๆชั่วโมงที่ผ่านมาของเรา (เหอๆๆ)
ก็พอจะสรุปออกมาได้อย่างนี้นะคะ
1. ชีพราหมณ์ถือศีล 8
ศีลแปดนี่ถ้าจะให้พูด มันมีรายละเอียดยิบย่อยมากกว่าที่เราเคยได้ยินอย่างเยอะแยะมากมายเลยค่ะ
ที่เราเคยได้ยินกันก็คงจะเป็น ศีลห้า 5 ข้อ แล้วก็ ห้ามแต่งหน้า ห้ามกินหลังเที่ยง แล้วก็ห้ามนอนที่สูงใช่มั้ยคะ
แต่นี่คือเหตุการณ์ที่เราและเพื่อนเจอมา
- หลังอาบน้ำเสร็จ เรามานั่งตรงโต๊ะเครื่องแป้งในห้องที่พัก เห็นมีแป้งวางอยู่ก็เลยว่าจะเอามาทาตามตัวอะไรซักหน่อย คุณแม่ชีเดินมาบอกว่า "หวีผมได้แต่ห้ามทาแป้งนะจ๊ะ"
(??? ... แล้วไอ่ 2 กระป๋องใหญ่ๆ พร่องๆผ่านการใช้ไปแล้วมันมีไว้ทำไมอ่ะคะ???
)
- หลังจากสวดมนต์เสร็จ นอกวิหารมีรถที่ขายพวกชาเย็นนมเย็นอะไรแบบนี้อยู่ ก็เลยไปซื้อคนละแก้ว
พอได้แล้วก็เดินดื่มมาเลย พระที่อยู่ไกลๆท่านก็บอกว่า "ศีลแปดอย่าเดินกินนะ"
(ก็เห็นในบทสวดบอกแต่ว่าห้ามบริโภคยามวิกาล ไม่รู้ว่าห้ามเดินบริโภคด้วยนิคะ 
อ่าว... เห็นพี่ที่เพิ่งออกมาซื้อก็เดินจิบมาแต่ไกลเหมือนกันเลยนิ (ฮาา) )
- ตอนที่กำลังนั่งดื่มน้ำให้เรียบร้อย แมลงวัน & หวี่ นี่เยอะมาก เราก็เผลอยกขาขึ้นมาไขว่ห้างปัดๆมันออกไป
แม่ชีพราหมณ์คนนึงก็เดินมา แล้วพูดว่า "ศีลแปดห้ามยกขาไขว่ห้าง" บอกเสร็จแล้วก็เดินจากไปเลย ......
(เอ่อ...... ค่ะ.....
)
ที่เจอมาก็ประมาณนี้ค่ะ ก็แอบฮาๆมองหน้ากัน
เรากับเพื่อนเลยแอบสรุปกันประมาณว่า
1) ควรเปิดเน็ตดูก่อนว่า นอกจากแปดข้อที่เห็นบทสวด ยังมีอีกกี่สิบข้อย่อยที่ไม่เห็นในบทสวดกันแน่
2) (อันนี้สำคัญ) ... ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดค่ะ
(นรกกินแล้วอิชั้นนน)
2. ชีพราหมณ์ต้องทำวัตรเช้า - วัตรเย็น
ข้อนี้ก็เป็นปกติที่ต้องทำกันล่ะนะคะ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าวัดที่ไปบวชนั้นเค้ามีกิจกรรมอะไรในแต่ละวัน
แล้วแต่ละกิจกรรมใช้เวลาเท่าไหร่ อะไร ยังไง
อย่างวัดที่เราไป จะมีการสวดมนต์สามครั้งต่อวันค่ะ
คือ ตอนเช้าจะทำวัตรเช้า
ตอนบ่ายสองจะเป็นการสวดเหมือนทำวัตรเช้าแต่จะมีการสวดคำแปลด้วยค่ะ ตรงนี้จะเสร็จประมาณบ่ายสามครึ่ง
ตอนเย็นก็จะมีทำวัตรเย็น เริ่มตอนหกโมงเย็น เสร็จประมาณสองทุ่มค่ะ
(คือที่เห็นนานๆนี่ หลังจากสวดเสร็จจะมีการนั่งสมาธิด้วยไงคะ)
3. ชีพราหมณ์ช่วยงานในครัวและงานทั่วๆไป
อันนี้ก็เหมือนเป็นเรื่องปกติที่ต้องช่วยกันเหมือนกันค่ะ อย่างถึงเวลาทานข้าวก็จะช่วยกันจัดโต๊ะ
พอทานเสร็จก็ช่วยกันล้างจานค่ะ บางครั้งก็ช่วยกวาดลานวัดบ้างอะไรบ้าง สนุกดีค่ะ
ตั้งแต่อยู่วัดมาสามวัน ที่ทำเป็นกิจลักษณะก็มีเท่านี้ค่ะ =w=
ในหนึ่งวันเราจะทานข้าวสองมื้อค่ะ คือ 9 โมง (มั้งคะ) และ 11 โมง
หลังจากนั้นห้ามทานอะไรเลยค่ะ ยกเว้นน้ำ นม เครื่องดื่มประมาณนี้
มันช่างเป็นช่วงเวลาที่สุดจะทรมานเว่อร์ๆเลยค่ะ คิดดูว่าเราต้องทานอาหารสองมื้อใกล้ๆกัน
มันจะทำให้จุกแค่ช่วงเวลานั้น แต่หลังจากนั้นจะไม่มีอะไรตกถึงท้องเราเลย!
คืนแรกเรากับเพื่อนเลยต้องนอนฟังเสียงท้องร้องของกันและกันไปตามระเบียบ TT
อีกอย่างเวลาว่างระหว่างแต่ละกิจกรรมเยอะมากค่ะ ช่วงบ่ายวันแรกที่ไป ไม่รู้จะทำอะไรเลยนอนอย่างเดียวเลย
แอบคิดกับเพื่อนว่า อยู่วัดนี่ก็สบายอย่างนี้นี่เองนะ =w=
อะไรที่เป็นเรื่องพิเศษสำหรับการไปบวชพราหมณ์ครั้งนี้บ้าง?
ไปครั้งนี้หลายๆอย่างถือเป็นครั้งแรกในชีวิตสำหรับเราได้เลยค่ะ
บางทีไอ่สิ่งที่เราได้ทำไป ก็แอบอึ้งตัวเองอยู่ลึกๆเหมือนกันนะ ว่าทำไปได้ไง ยกตัวอย่างนะคะ
1. การนั่งสมาธิ
ขอสารภาพเลยว่าที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนจะจบ ม.6 อยู่แล้ว ไม่เคยนั่งสมาธิแล้วได้สมาธิเลยค่ะ
เราค่อนข้างจะเป็นคนสมาธิสั้น เบื่ออะไรง่ายๆเหมือนกันนะ แต่พอได้มานั่งที่นี่ รู้สึกเหมือนสงบขึ้นค่ะ
คือเมื่อวาน เราสวดมนต์ช่วงบ่ายเสร็จประมาณบ่ายสามกว่า ก็เลยมานั่งสมาธิกับเพื่อนต่อกันเองน่ะค่ะ
ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะนั่งได้หรอกแต่ลองนึกถึงเรื่องที่ครูเคยสอนมา ว่าให้ท่อง พุท-โท ตอนหายใจเข้าออก
เราก็ลองทำไปเรื่อยๆ พอรู้สึกว่าจะฟุ้งซ่านก็ตั้งสติกลับมาเพ่งที่ลมหายใจใหม่
ทำไปทำมามันรู้สึกง่ายขึ้นก็เลยทำอย่างนั้นต่อไปค่ะ พอเราลืมตาขึ้นมาเพื่อนหนีไปเดินจงกรมแล้วกลับมานั่งอีกรอบนึงละ
ก็คิดว่าน่าจะทำสมาธิกันพอแล้วเลยกลับห้องกัน
พอกลับมาดูนาฬิกานี่เรานั่งผ่านไปตั้งชั่วโมงครึ่งเลยแฮะ!!!
ทึ่งตัวเองเว่อร์ค่ะ เพราะแค่นั่ง 5 นาทีในห้องจริยะเราก็จะบ้าตาย
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มอย่างเราเวลาขนาดนี้นี่มันน่าตกใจจริงๆ
2. ช่วงที่บวชตรงกับวันพระ
อย่างงค่ะว่าตรงวันพระแล้วพิเศษยังไง ถ้าคุณงงแสดงว่าไม่เคยเข้าวัดในวันพระอย่างเรา 55 ล้อเล่นค่ะ
พอถึงวันพระ ที่วัดจะมีคนค่อนข้างเเยอะใช่มั้ยคะ ก็ไม่ได้อะไรตรงนั้นค่ะ เพราะที่พิเศษคือ
คืนวันพระจะมีการสวดมนต์ตลอดทั้งคืนค่ะ!
โอ้ะๆ อย่าคิดว่าเค้าบังคับทุกคนให้สวดค่ะ ใครไม่ไหวไปนอนตั้งแต่สามทุ่มก็ได้
อืมม ... แต่ก็อย่าคิดว่าเราจะไม่สวดแล้วไปนอนเลยเช่นกัน
สองคนนี้มันบ้าพลังค่ะ ตอนแรกคุยกันเล่นๆว่าแค่ 5 ทุ่มคงไม่ไหวแล้วว
ตอนที่ถามกันนั้นก็ไม่ได้อะไร ง่วงเมื่อไหร่ก็ไปนอน
แต่ตรงข้างๆวิหารที่นั่งสวดมนต์เค้าจะมีเครื่องดื่มพวกกาแฟ โอวัลติน ไมโล เนสวีต้า ให้ชงกินกันนี่สิคะ
ด้วยความหิวกันเว่อร์ๆ เลยมาชงดื่มกันซะหมดทุกอย่าง
แล้วไม่รู้อะไรดลใจ ให้ชงกาแฟกินกันด้วยนี่สิ
เพื่อนเราไม่เท่าไหร่ เพราะดื่มกาแฟได้ไม่มาก แต่ด้วยความที่ไม่แคร์สื่อ เราซัดกาแฟไปสองแก้วติด!
(เพราะที่ผ่านมาดื่มกาแฟเท่าไหร่ก็หลับสนิทไม่ค่อยค้างเลยน่ะค่ะ)
พอเค้าพักกันแล้วก็มาเริ่มสวดมนต์กัน ก็สวดไปเรื่อยๆ เราไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่หรอก
แต่ เอ๊ะ! ทำไมถึงสวดอิติปิโสซ้ำๆบ่อยจังอ่ะ เราเลยถามเพื่อนว่าเค้าจะสวดกันกี่รอบ
"สวดอิติปิโส 108 รอบน่ะ"
...........
....
ห๊ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!
108 รอบ!!!!!!!!!!!!
บร๊ะเจ้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ไม่เคยค่ะ ไม่เคย!!!
นั่นเป็นปริมาณอิติปิโสสำหรับทั้งชีวิตของเราได้เลยมั้ง!? (เผลอๆมากกว่าอีกเยอะอ่ะ ="= )
ตอนนั่งสวดไปรู้สึกเหมือนเป็นการทำตามหน้าที่ค่ะ รอบที่เท่าไหร่ผ่านไปแล้วก็ไม่รู้ไม่ได้นับ
เห็นคุณยายด้านหน้าส่งยาดม ยาอม ยาหม่องให้กัน เรากับเพื่อนก็อดหัวเราะไม่ได้
แบบว่าน่ารักมากเลยจริงๆ
พอสวดอิติปิโสจบ 108 รอบ ..... เรานั่งต่อไปจนเที่ยงคืนกว่า
หัวเริ่มมึนๆ รู้สึกอยากนอนเต็มที .... แต่ไอ้อาการที่มันเกิดตอนนี้ก็ ....... ตาค้าง = ="
ประมาณตีหนึ่งก็สวดกันเสร็จแล้ว หลังจากนั้นจะเป็นการนั่งสมาธิ ฟังธรรมจากเทปค่ะ
เห็นคุณป้าคุณยายทั้งหลายนอนแผ่กัน ณ ที่ตรงนั้นเลย เพื่อนเราก็แอบงีบกับเค้าด้วย
แต่เราไม่ไหวค่ะ ถ้าจะนอนตรงนี้ เลยพยายามนั่งฟังไปเรื่อยๆ
สี่สิบนาทีผ่านไปเริ่มไม่ไหวละ บอกเพื่อนว่าจะไปพักในห้องแทน
แล้วมันก็ยังไม่หลับเหมือนเดิม
เราต้องตื่นตอนตีสองครึ่งมาเตรียมตัวลาสิกขาค่ะ
เห็นเค้าว่าตอนเช้าที่วัดจะวุ่นๆเลยให้สึกกันตั้งแต่ตีสามเลย
ก็สึกเสร็จเรากะเพื่อนยังอุตส่าห์ไปทำวัตรเช้าต่อตอน ตีสามครึ่งอ่ะนะ
เสร็จตีสี่ครึ่งได้ รู้สึกว่าตอนทำไปนี่สติไม่อยู่ มือสั่นไม่ไหว เลยกลับมานอนดีกว่า
พอได้พักคราวนี้ค่อยรู้สึกเหมือนได้หลับซักหน่อย ดีขึ้นเยอะเลยอ่ะ
กลับบ้านมาตอน 7 โมงเช้าค่ะ แต่ตั้งแต่มาถึง ก็รู้สึกว่าคงหลับต่ออีกไม่ได้แล้วอ่ะนะ TT^TT
ถ้าถามว่าที่ไปครั้งนี้ได้อะไรกลับมาบ้าง
เราคิดว่าคงบอกไม่ได้อ่ะค่ะ เพราะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้อะไร
สวดมนต์ไปทำไมในเมื่อแปลไม่ออก
อิติปิโสร้อยแปดรอบที่เราสวดจนแสบคอนี่สวดเพื่อใคร?
เราอาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะเราเพิ่งเริ่ม แล้วเวลาที่ไปปฏิบัติก็นิดเดียว
แต่เราก็ลองดูคำแปลในหนังสือแปลผ่านๆเหมือนกันนะคะ
เห็นด้วยว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั้นดีแล้วจริงๆ
(ถ้าเรารู้คำแปลและเข้าใจน่ะนะ 55)
แต่อีกอย่างที่เราบอกได้ก็คือ เราได้ความรู้สึกดีๆกลับมาจริงๆนะ
สนุกดีที่ได้ฝึกนั่งสมาธิ สนุกที่ได้ใช้ชีวิตโดยไม่มีทีวีและอินเตอร์เน็ต
สนุกที่ได้สวดมนต์พร้อมพระได้ทัน สนุกที่ได้ทำอะไรหลายๆที่ไม่ใช่แค่ดูและฟัง
มันทำให้เรารู้สึกว่า หนึ่งวันของเรานี่มีค่าเท่ากับคนอื่นจริงๆ
ตั้งแต่ไปอยู่ที่วัด ส่วนใหญ่เราจะถูกผู้ใหญ่ที่เจอพูดว่า ดีนะเป็นวัยรุ่นรู้จักเข้าวัดเข้าวา
เพื่อนเราบอกว่า เป็นวัยรุ่นมาเข้าวัดนี่เท่ดีออก
เพราะการเข้าวัดนี่ไม่ค่อยมีใครสนใจทำ พอทำก็จะได้ดูแตกต่าง 55
(ก็พูดกันเล่นๆน่ะค่ะ จริงๆอยากให้มาด้วยใจมากกว่า)
แต่ถ้าให้พูดจริงๆ บางครั้งเราเองก็ไม่ค่อยอยากเข้าวัดเท่าไหร่หรอกค่ะ
เพราะรู้สึกว่า คนที่มาเข้าวัดส่วนใหญ่ ก็คือคนที่ยังมีทุกข์อยู่ในใจมากมายนี่แหละ
พอเห็นคนนั้นก็ทุกข์ คนนี้ก็ทุกข์ เราเลยพลอยรู้สึกหดหู่ไปด้วย
ไม่ชอบที่ทั้งๆเค้าก็ยังยึดติดกับปัญหา เค้าก็ยังมาบอกมาสอนเราเกี่ยวกับเรื่องทางธรรม
หลายคนเชื่อว่าเข้าวัดแล้วจะได้บุญกุศล ขึ้นสวรรค์
เรื่องสวรรค์นี่เราไม่รู้อะไรเลย เราก็ไม่ได้ลบหลู่แต่ เราคิดว่า
ชีวิตคนเรามันก็มีอยู่แค่ชีวิตตอนนี้ครั้งเดียวนี่แหละ ตายไปก็ไม่ได้รับรู้อะไร
ถ้ารู้ว่าได้อยู่นรก หรือ สวรรค์ ถึงตอนนั้นก็ค่อยปรับตัวใช้ชีวิตในนั้นเอาละกัน
เพราะตอนมีชีวิตอยู่ จะดีไม่ดีมันก็ขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้น ทำดีได้ดีอยู่แล้ว ทำชั่วก็ได้ชั่วอยู่แล้ว
เราคิดว่า สำหรับคนที่ทำบุญเพื่อหวังจะได้ดีสุขสบายในชาติหน้า
ทั้งๆที่เราก็ไม่รู้ว่าชาติหน้ามันมีรึเปล่า
สู้ชาตินี้เอาเงินเยอะๆนั่นไปทำบุญให้คนที่เค้าไม่มีแต่มีตัวตนในชาติเดียวกับเรา ณ ตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ
บางทีเราก็เคยสงสัยนะ ว่าคนบางคนที่รวยมาก ชอบมาบริจาคเงินให้วัดที่บริจาคประจำน่ะ
วัดที่ได้เงินจำนวนมากนั้นไปแล้ว ทางวัดเอาเงินไปทำอะไรบ้าง?
เราเคยเห็นบางวัดที่ดังๆ มีศาลาที่สร้างโดยญาติโยมราคาหลายหมื่น แต่สุดท้ายศาลานั้นก็ไม่ได้ใช้อะไร
ปล่อยให้ศาลานั้นร้างว่างเปล่า ฝุ่นเขรอะเกาะป้ายที่เขียนไว้ว่าบริจาคโดยใครแค่นั้นเหรอ?
ญาติโยมที่มีเงินเค้าคิดว่า ขอแค่ได้ทำอะไรให้ที่วัดก็จะมีผลบุญส่งผลให้เค้าเจริญใช่มั้ย
ทั้งๆที่สุดท้ายเงินมากมายนั่นก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยน่ะนะ?
...........
แต่ความเชื่อของคนเราก็ไปขัดอะไรใครไม่ได้หรอกเนอะ
เราเองก็ทำในแบบของเรา ถ้าผลบุญมีจริงเราขอยกให้คุณพ่อคุณแม่ ครอบครัว หมดเลยมากกว่า
เพราะสุดท้ายเราก็เชื่อว่า อนาคตของเราจะดีจะเลว ก็ขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้นเหมือนกันนั่นแหละ
ชอบคำนี้มาก
" ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายสิเป็นของเที่ยง "
นี่น่ะ .... "จริง" ดีเนอะ